วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

 RS-232
       RS-232ย่อมาจาก Recommended Standard-232 (มาตรฐานแนะนำรุ่น 232) เป็นมาตรฐานการเชื่อม
ต่อข้อมูล แบบอนุกรม (Serial Port)กำหนดโดย EIA (Electronics Industry Association) หรือ สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของอเมริกา
ใช้กับการสื่อสารแบบจุดต่อจุด โดยใช้สายเชื่อมต่อ DB แบบ 25 และ 9 เข็ม ที่ไม่ประสานจังหวะระหว่างคอมพิวเตอร์
กับ อุปกรณ์ต่อพ่วง มีการทำงานแบบสองทางพร้อมกัน (Full-duplex) โดยอาจใช้สายสัญญาณอื่นร่วมด้วย เพื่อทำ
แฮนด์เชค (Hand-shake) หรือไม่ก็ได้
ทั้ง นี้มาตรฐาน RS-232 จำกัดความยาวสายไว้ที่ 50 ฟุด (หรือประมาณ 15 เมตร) สำหรับการส่งสัญญาณที่ความเร็ว
19,200 บิทต่อวินาที โดยที่ความยาวสายจะต้องสั้นลงถ้าต้องการสื่อสารที่คว ามเร็วสูงขึ้น

RS-232 มีจุดเริ่มต้นจากความต้องการที่จะกำหนดมาตรฐานการเชื ่อมต่อระหว่าง คอมพิวเตอร์กับโมเด็มในสมัยนั้น ตัวมาตรฐานจะกำหนดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อน ี้ด้วยกันทั้งหมด 4 หัวข้อหลักๆ ด้วยกันคือ

1. คุณสมบัติทางไฟฟ้าของสัญญาณ
2. คุณสมบัติทางกลของการเชื่อมต่อ ซึ่งหมายถึงตัวคอนเน็กเตอร์นั่นเอง
3. หน้าที่การทำงานของวงจรสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูล
4. มาตรฐานการเชื่อมต่อสำหรับระบบสื่อสารเฉพาะอย่าง
ไม่ใช่มีแค่ RS-232 เท่านั้น มาดูกันสิว่า นอกจาก RS-232 ยังมีอะไรให้เราเล่นอีกบ้าง

มาตรฐาน RS-232-C เป็นมาตรฐาน RS-232 ที่มีการปรับปรุงแก้ไขจากมาตรฐานเดิม ซึ่งเราอาจคุ้นเคยกับ
ชื่อนี้มากกว่า RS-232-A หรือ RS-232-B อันที่จริงแล้วยังมีมาตรฐาน RS-232-D ที่ใหม่กว่า RS-232-C
โดยที่มีการเพิ่มข้อกำหนดของคอนเน็กเตอร์แบบ DB เข้าไปด้วย เช่น DB-25 ซึ่งในขณะนั้นสิทธิบัตรของ ตัว
คอนเน็กเตอร์แบบนี้ได้ห มดอายุลงพอดี จึงสามารถรวมข้อกำหนดเข้าไว้ได้

ลักษณะ โดยทั่วไปของการเชื่อมต่อข้อมูลแบบอนุกรมตามมาตรฐาน RS-232 คือเป็นการสื่อสารข้อมูลแบบ
จุดต่อจุด ซึ่งเดิมทีเป็นการสื่อสารข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์กั บโมเด็ม ซึ่งจริงๆแล้วทั้งสองฝั่งจะเป็นอะไรก็ได้
การลื่อสารเป็นแบบสองทางพร้อมกัน (Full-duplex) โดยอาจใช้สายสัญญาณอื่นร่วมเพื่อทำ แฮนด์เชค
(Hand-shake) หรือไม่ก็ได้ มาตรฐาน RS-232 จำกัดความยาวสายไว้ที่ 50 ฟุด (หรือประมาณ 15 เมตร)
สำหรับการส่งสัญญาณที่ความเร็ว 19,200 บิทต่อวินาที โดยที่ความยาวสายจะต้องสั้นลงถ้าต้องการสื่อสารที่
ความเร็วลูงขึ้น และถ้ามีสัญญาณรบกวนมากๆ เช่นในโรงงาน หรือบริเวณใกล้เครื่องจักรที่เป็นแบบมีการสวิทช์
สัญญาณไฟฟ้าที่กระแสสูงๆ ก็จะทำให้ต้องมีการลดความเร็วในการส่งสัญญาณลงหรือใช ้สายที่สั้นลง

มาตรฐาน RS-422 หรือ RS-422-A ถูกกำหนดขึ้นโดยสมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ
EIA เช่นเดียวกันกับมาตรฐาน RS-232 โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหาเรื่องความยาวของสายสื ่อสารโดยใช้
การส่ง สัญญาณแบบผลต่าง (Differential) แทนที่จะใช้การส่งสัญญาณแบบอ้างอิงกับจุดกราวนด์ (หรือสายดิน)
เช่นเดียวกันกับ RS-232 การส่งสัญญาณแบบ Differential นี้ช่วยลดปัญหาสัญญาณรบกวนจาก 2 ปัจจัยด้วยกัน
ได้แก่ ปัญหาแรงดันกราวนด์ 2 ฝั่งสายไม่เท่ากัน อันเกิดจากกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายกราวนด์ที่ยาวมากๆ ก่อให้
เกิดความต่างศักดิ์ และปัญหาสัญญาณรบกวนที่เกิดจากมารดาเหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวน ำในสาย โดยหากสายไฟที่ใช้ถูกต
ีเกลียวและวางไว้ใกล้กัน เมื่อมีแรงดันเหนี่ยวนำจะปรากฏแรงดันรบกวนบนสายทั้งส องเท่าๆ กันเป็นผลให้ ตัวรับ
ที่อ่านความต่างศักดิ์ระหว่างสายอ่านข้อมูลได้ เช่นเดิม ทั้งสองปัจจัยนี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ความต้านทานต่อสัญญาณ
รบกวนของการสื่อ สารแบบ RS-232 ด้อยกว่า RS-422) ตามมาตรฐาน RS-422 นี้จะใช้สายสัญญาณทั้งหมด
4 เส้น (2 เส้นสำหรับการส่งสัญญาณ และอีก 2 เส้นสำหรับรับสัญญาณ) และสามารถใช้ความยาวสายสัญญาณได้ถึง
4,000 ฟุต (หรือ 1.2 กม.) ที่ความเร็ว 100,000 บิทต่อวินาที และการสื่อสารเป็นแบบ 2 ทางพร้อมกัน (Full Duplex)

มาตรฐาน RS-485 กำหนดโดยสมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ห รือ EIA เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ
สัญญาณแบบอนุกรม (Serial Communication) มีลักษณะการเชื่อมต่อเป็นแบบหลายจุด (Multi-point) หรือ
Multi-drop สายสัญญาณที่ใช้มีทั้งแบบที่เป็น 2 สายและแบบที่เป็น 4 สาย การต่อแบบหลายจุดนี้ทำให้สามารถมองสาย
สัญญาณเป็นบัสนำสัญญาณได้ (Signal Bus) จำนวนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่สามารถอยู่บน RS-485 บัสหนึ่งถูกกำหนด
ไว้ที่ 32 ตัว ในกรณีที่ต้องการเพิ่มจะต้องมีตัวทวนสัญญาณ (Signal Repeater) หรือใช้ตัวส่ง-รับสัญญาณที่มีอิมพิแดนซ์
(ความต้านทานเสมือน) สูงขึ้น ซึ่งเราอาจเพิ่มจำนวนจุดเชื่อมต่อขึ้นได้ถึง 128 จุด ความยาวของสายสัญญาณตามมาตรฐาน
RS-485 นี้สามารถยาวได้ถึง 1.2 กม เช่นเดียวกับมาตรฐาน RS-422 แต่การสื่อสารจะเป็นแบบสองทางไม่พร้อมกัน
(Half Duplex) มีเพียงคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ตัวเดียวเท่านั้นที่สา มารถส่งสัญญาณออกได้ ณ เวลาหนึ่งๆ ส่วนที่เหลือจะ
เป็นผู้รับสัญญาณ หรือผู้ฟัง

วิธีการตรวจสอบว่าอุปกรณ์ RS-232c ส่งสัญญาณอยู่หรือไม่ ตรวจสอบได้ดังนี้

1.ใช้ Computer รับข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Hyper Terminal ของ Windows

2. ใช้โปรแกรมอื่นๆ เช่น EXPERT COMPORT TEST

3. ใช้หลอด LED กับ R 1 k? (Terminator resistance) เทสที่ขาตัวผู้  DB9-male

สาเหตุที่ทำให้ RS-232 เสียได้

ไฟกระชากที่เกิดจากฟ้าผ่า Surge หรือ Spike มาตามสายไฟ 220Vac หรือเข้าทางสายโทรศัพท์เข้าทาง Modem
เพื่อหาทางลง Ground ขนาดของ Surge มี Volt สูงมากบางครั้งอาจทำให้ Power Supply และ Mainboard ของ
Computer เสียหาย ความต่างศักดิ์ ของ Ground ของ ระบบระหว่างอุปกรณ์ RS-232 ทั้งสองทาง เกิดการไหล ของ
ไฟฟ้าผ่าน IC ของ RS-232c เพื่อลง Ground


วิธีการป้องกันไม่ให้ RS-232 เสียได้ง่าย
ระบบไฟฟ้าต้องเดินสาย Ground ฝัง Ground Rod (แท่งทองแดง) ลงดิน ปลั๊กไฟต้องมี 3 ขา
ก่อนเชื่อมโยงระบบควรตรวจสอบระบบ Ground อุปกรณ์ทุกตัวต้องมีสาย Ground (ลงดิน) จริงๆ
อย่าหักขา Ground ให้ใช้ Meter วัดแรงดันของไฟฟ้าระหว่าง Ground ของ อุปกรณ์ทั้งสองใช้
สายไฟเชื่อมตัวถังของอุปกรณ์ (ที่เป็นโลหะ) ระหว่าง อุปกรณ์ทั้งสองเข้าด้วยกันเพื่อไม่ให้เกิดความ
ต่างศักดิ์ของ Ground เมื่อฝนตกฟ้าคะนองควรดึงสายโทรศัพท์ออกจาก Modem และ ดึงปลั๊กไฟ
ออกระบบไฟฟ้า ใช้อุปกรณ์ Surge Protection อุปกรณ์เหล่านี้จะมี Aresstor และ MOV เพื่อ
By-pass Surge ลง Ground (ระบบทั้งหมดต้องต่อลง Ground ให้เรียบร้อยก่อน)

การเปรียบเทียบกันระหว่าง USB กับ RS-232

ข้อดีข้อเสียของการใช้พอร์ตอนุกรม (serial port) / ขนาน (parallel port)
- พอร์ตขนานเขียนโปรแกรมรับส่งง่าย และส่งข้อมูลได้อัตราความเร็วสูง
- พอร์ตอนุกรมมีจำนวนเส้นสัญญาณน้อยกว่า ทำให้ประหยัดค่าสายต่างๆ มากกว่า แต่ ข้อมูลหนึ่งชุด
  จะต้องเสียเวลาส่งนานขึ้น (เพราะต้องเรียงบิตส่งกันไป)

ปัจจุบันข้อเด่นข้อด้อยดังกล่าวไม่ได้เห็นชัด ทั้งนี้เพราะพอร์ตอนุกรมความเร็วสูงมีแล้ว (USB) ในขณะ
ที่พอร์ตอนุกรมเก่าๆ เองยังต้องมีสายควบคุมมากมาย (acknowledge bus มาก)

ข้อดีของ USB

ระบบ USB นั้นนับว่าเป็นระบบที่ทันสมัย เนื่องจากรองรับอุปกรณ์ได้มากขึ้น และ ง่ายต่อการติดตั้ง มีความ
สามารถรองรับ Plug & Play ซึ่งมีคุณสมบัติ ดังนี้

สามารถลดข้อจำกัดในการต่ออุปกรณ์พ่วงได้มากขึ้นถึง 127 ชิ้น
ขยายอุปกรณ์มาตรฐานด้วยไดรเวอร์มาตรฐานได้
สามารถจ่ายไฟฟ้าขนาด 5 Volt ให้แก่อุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับ USB
• "Hot Swapping" สนับสนุนการต่อ ,ถอดออก และรีเซต อุปกรณ์ที่ติดต่ออยู่โดยไม่ต้อง Reset เครื่อง Computer
สามารถส่งถ่ายข้อมูลได้สูงสุดถึง 1.5 Mbit/Sec และ 12 Mbit สัญญาณเสียง และสัญญาณภาพ
ลดจำนวนสายเคเบิล ท การเชื่อมต่อนั้นก็ง่ายเนื่องจากสายสัญญาณมีแค่ 4 สายสัญญาณ คือ V+ ,D+, D- และ V-
  โดยสายสัญญาณข้อมูล (D+ และ D-)นั้นจะเป็นแบบ Twist pair
สายเคเบิลนั้นสามารถนั้นสามารถยาวได้ถึง 5 เมตร
มีระบบ Suspend เพื่อช่วยในการประหยัดพลังงาน
มีการกำหนดค่าตำแหน่งแอดเดรสของ อุปกรณ์ต่างๆ โดยอัตโนมัติ
ที่มาของข้อมูล :
http://guru.google.co.th/guru/thread...148140a1720025
http://expert.com.th.googlepages.com/rs-232cporttest
http://guru.google.co.th/guru/thread...30e87dda6779ad
http://www.vecthai.com/forums/index.php?topic=518.msg1483;topicseen

สาย UTP
          UTP ย่อมาจาก UNSHIELD TWISTED PAIR ซึ่งถ้าแปลตรงตัวความหมายของมันก็คือ สายตีเกลียวที่ไม่มีตัวป้องกัน เรามาทำความรู้จักกับสาย UTP CABLE กันเลยดีกว่าครับ
      UTP CABLE ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์คือ COAXIAL CABLE, UTP CAT5, UTP CAT5e CABLE, UTP CAT6 CABLE และ UTP CAT7 CABLE ซึ่งขีดความสามารถในการใช้งานก็จะแตกต่างกัน
1. COAXIAL CABLE คือ สายทองแดงที่นำมาใช้ในระบบ LAN ที่มีความเร็วที่ต่ำ MAXIMUM ของ SPEED จะอยู่ที่ 10Mbps ส่วนมากใช้ในระบบ BUS
2. UTP CAT5 คือสายทองแดงตีเลียวที่ใช้ในระบบ LAN ที่มีความเร็วปานกลาง MAXIMUM ของ SPEED อยู่ที่ 100Mbps ใช้ในระบบ RING, STAR และแบบผสม
3. UTP CAT5e CABLE คือสายทองแดงตีเกลี่ยวที่นำมาใช้ในระบบ LAN ที่มีความเร็วสูง MAXIMUM ของ SPEED อยู่ที่ 1Gbps
4.UTP CAT6 CABLE คือสายทองแดงตีเกลียวที่นำมาใช้ในระบบ LAN ที่มี MAXIMUM ของ SPEED อยู่ที่ 10Gbps BANWIDTH อยู่ที่ 250MHz
5. UTP CAT7 CABLE คือสายทองแดงตีเกลี่ยวที่นำมาใช้ในระบบ LAN ที่มีความเร็วสูง MAXIMUM ของ SPEED อยู่ที่ 10Gbps BANWIDTH อยู่ที่600 MHz
        เหล่านี้คือสายที่นำมาใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในปัจจุบันที่นิยมใช้และนำมาใช้กันมากที่สุดก็คือ สาย CAT5e และ CAT6 เพราะในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงใช้ SWITCH ที่มีความเร็วอยู่ที่ 10/100/1000 Mbps ยังไม่มีใครที่ใช้เกินไปกว่านี้ อย่างเช่นส่วนใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมโรงงานและสถานที่บริการทั่วๆ ไปยังใช้ 10/100 Mbps และที่ใช้ 1 Gbps ก็จะเป็ฯหน่วยงานที่ต้องการความเร็วที่สูงและต้องการใช้ Aplication ที่เยอะ และความเที่ยงตรงสูงนั่นเอง เนื่องจาก File ที่ใช้งานจะมีขนาดใหญ่

Serial
Serial port เป็นส่วนที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกของคอมพิวเตอร์ เช่น modem mouse keyboard เป็นต้น โดยรูปแบบการสื่อสารของพอร์ทชนิดนี้นั้นจะเป็นการส่งข้อมูลแบบทีละบิต บนมาตรฐานการส่งข้อมูลแบบ RS-232 ซึ่งจะต่างจาก parallel port (ที่จะมีการส่งข้อมูลพร้อมๆ กันทีละหลายๆ บิต) โดยความเร็วของการส่งข้อมูลแบบนี้ จะขึ้นอยู่กับความถี่ที่เลือกใช้ในการส่งข้อมูล

Parallel
   พอร์ตขนาน (Parallel Port) คือพอร์ตที่ใช้รับส่งข้อมูลหลายๆ บิตพร้อมๆ กัน ซึ่งจะพบในเครื่อง PC ทุกๆ เครื่องที่เป็นแบบ IBM แต่เราอาจพบพอร์ตแบบอื่น เช่น SCSI,USB และ IrDA แต่พอร์ตขนานก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่เพราะมีความสามารถ,มีความยืดยุ่นต่อการใช้งานและมีใน PC แทบทุกเครื่อง

2. ชนิดของพอร์ตขนาน

          2.1 SPP (Standard Parallel Port) เป็นพอร์ตขนานแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นพอร์ตขนานในเครื่อง IBM PC รุ่นแรก พอร์ตแบบ SSP นี้สามารถส่ง มูลไปยังอุปกรณ์ต่อพ่วงได้ครั้งละ 8 บิต โดยใช้ข้อกำหนดการสื่อสาร ( protocol ) ที่คล้ายกับที่ใช้ในการอินเตอร์เฟสแบบเซนทรอนิกส์ดั้งเดิม ( Centronic interface ) พอร์ตแบบ SPP นี้จะไม่มีอินพุตพอร์ตขนาด 1 ไบต์ แต่สามารถใช้ ( Nibble mode ) ที่รับส่งข้อมูลทีละ 4 บิตได้ การใช้ Nibble mode นี้จะช้ากว่า แต่ก็นิยมใช้การใช้พอร์ตขนานให้ทำงานเป็นอินพุต
          2.2 PS/2-type เป็นพอร์ตขนานแบบรับส่ง 2 ทิศทาง ทำให้อุปกรณ์ต่อพ่วงสามารถรับส่งข้อมูล 8 บิต ได้พร้อมๆ กันไปยังเครื่อง PC ได้ แต่ไม่สนับสนุนโหมด EPP และ ECP
          2.3 EPP (Enhanced Parallel Port) เป็นพอร์ตที่มีไบต์ข้อมูล 2 ทิศทางเช่นเดียวกับพอร์ต PS/2-type และยังสามารถอ่านหรือเขียนข้อมูล 1 ไบต์ได้ในรอบการทำงานเดียว (one cycle) ของบัสขยายระบบแบบ ISA (ISA expansion bus) โดยใช้เวลาเพียง 1 ไมโครวินาที รวมทั้งการทำแฮนด์เช็ค (handshaking) ซึ่งเร็วกว่าพอร์ตแบบ SPP และ PS/2 ซึ่งต้องใช้ 4 รอบการทำงาน พอร์ตแบบ EPP สามารถกลับทิศทางการส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์มากเมื่อใช้งานกับตัวอ่านเทปหรือดิสก์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีการถ่ายเทข้อมูล 2 ทิศทาง พอร์ตแบบ EPP ยังสามารถจำลองการทำงานของพอร์ตแบบ SPP ได้ และพอร์ตแบบ EPP บางแบบยังเลียนแบบการทำงานของพอร์ตแบบ PS/2ได้ด้วย
          2.4 ECP (Extended Capability Port) การทำงานเหมือนการพอร์ตแบบ EPP ที่สามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วเท่ากับอัตราเร็วของบัส ISA และพอร์ตแบบ ECP ยังมีตัวพักข้อมูล (Buffer) และยังสนับสนุนการถ่ายเทข้อมูลเข้าหน่วยความจำโดยตรง (DMA , direct memory access) และมีการบีบอัดข้อมูล (data compression) อีกด้วย การรับส่งข้อมูลในโหมด ECP นี้จะมีประโยชน์สำหรับ Printer , Scaner และอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ต้องรับส่งข้อมูลเป็นกลุ่มใหญ่ๆ พอร์ตแบบ ECP ยังสามารถจำลองการทำงานของพอร์ตแบบ SPP หรือ PS/2 ได้ และพอร์ต ECP ส่วนใหญ่จะจำลองการทำงานของพอร์ตแบบ EPP ได้ดีด้วยเช่นกัน
          2.5 Multi-mode port พอร์ตรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ทำงานแบบ Muti-mode port ซึ่งสามารถจำลองการทำงานของพอร์ตบางแบบหรือทุกแบบที่กล่าวมาแล้วได้ ซึ่งจะกำหนดทางเลือกการทำงานได้ว่าจะให้ทำงานเป็นพอร์ตทุกแบบ หรือให้ทำงานเป็นแบบใดแบบหนึ่งได้แบบเดียว

5. หน้าที่การทำงานในแต่ละขาของ Parallel Port

          พอร์ตข้อมูล จะมีขา Output แบบแลตช์ 8 ขา (DB0-DB7) เพื่อใช้ส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ไปยังพรินเตอร์ซึ่งควบคุมจาก Output พอร์ตของคอมพิวเตอร์
          พอร์ตควบคุม ในพอร์ตนี้จะมี Output แบบแลตช์ 4 ขา มี STROBE,LF/CR,SLIN และ INITALIZE โดยจะส่งจากคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ และควบคุมจาก Output พอร์ตของคอมพิวเตอร์เช่นกัน แต่จะไม่ได้ทำหน้าที่ส่งข้อมูลจะทำหน้าที่ส่งคำสั่งจากคอมพิวเตอร์มาแทนและที่ขา STROBE,LF/CR และ SLIN จะต่อ Inverter เอาไว้ด้วยเพื่อกลับค่า Output พอร์ตจากคอมพิวเตอร์
          พอร์ตแสดงสถานะ จะเป็นพอร์ต Input 5 ขามี ERROR, SLCT, PE, ACK และ BUSY ที่จะต่อตรงจากพรินเตอร์มายังคอมพิวเตอร์เพื่อให้คอมพิวเตอร์รับรู้สถานะการทำงานของเครื่องพิมพ์ โดยที่ขา BUSY จะต่อInverterไว้เพื่อกลับสัญญาณก่อนที่จะส่งไปยังคอมพิวเตอร์
          สัญญาณที่ใช้จะใช้ระดับสัญญาณแบบ TLL คือสัญญาณอยู่ระหว่าง 2.4-5 Voltจะเป็น "high" หรือ logic "1" และสัญญาณที่อยู่ระหว่าง 0-0.8 Volt จะเป็น "low " หรือ logic "0"
          สัญญาณสโตรบ ( Data Strobe) เป็นสัญญาณแรก computer จะสร้าง pulse low ที่สายเส้นนี้เพื่อบอกสถานะแก่อุปกรณ์ร่วมว่าข้อมูลพร้อมแล้ว และเตรียมพร้อมที่จะรับข้อมูลเข้า (data 0 - data 7)
          สายข้อมูล มีขนาด 8 bit เป็นตัวที่จะรับข้อมูลได้พร้อมกัน 1 byte ที่ส่งมาอาจเป็นตัวอักษรก็ได้
          อุปกรณ์จะสามารถหยุดรับข้อมูลโดยการส่งสัญญาณ BUSY เป็น "high"เมื่ออุปกรณ์ร่วมตรวจสอบ pulse strobe มันจะคงค่า BUSY เป็น "high" จนกว่ามันจะประมวลผลข้อมูลเดิมเสร็จ และเมื่อพร้อมที่จะรับข้อมูลก็จะทำให้สัญญาณ BUSY เป็น "low" ซึ่งคอมพิวเตอร์สามารถส่งข้อมูลมายังอุปกรณ์ได้
http://eestud.kku.ac.th/~u4167536/parallelport.html

RJ-45
       คือ หัวต่อที่ใช้กับสายสัญญาณเชื่อมเครือข่ายแบบสายคู่ตีเกลียว (สาย UTP) ตัวผู้ มี 2 ชนิด  ได้แก่
1.หัวต่อตัวผู้ RJ-45 (หรือที่เรียกว่ RJ-45 Connecter หรือ RJ-45 Jack Plug) เป็นอุปกรณ์สำหรับใส่ที่ปลายสาย UTP มีลักษณะเป็นพลาสติกสี่เหลี่ยมคล้ายหัวต่อโทรศัพท์ มีช่องสำหรับเสียบสายที่ด้านหลัง ด้านล่างเรียบ ส่วนด้านบนมีตัวล๊อค ถ้าหันหน้าเข้าด้านหน้าของหัวต่อพิน 1 จะอยู่ทางด้านซ้ายมือของเรานะคะ ในขณะที่พิน 8 จะอยู่ทางขวามือ
2.หัวต่อตัวเมีย RJ-45 (หรือเรียกว่า RJ-45 Jack Face) มีลักษณะเป็นเบ้าเสียบสำหรับหัวต่อ RJ-45 ตัวผู้ เมื่อมองจากด้านที่จะนำหัวต่อตัวผู้เสียบ พิน 8 จะอยู่ทางซ้าย ส่วนพิน 1 จะอยู่ทางขวา หัวต่อตัวเมียจะมีลักษณะเป็นกล่องมีช่องสำหรับเสียบหัวต่อ ด้านในกล่องจะมีขั้ว
ซึ่งจะเป็นส่วนที่เชื่อมกับสายนำสัญญาณ

ลักษณะของ Connector RJ –45
จะเป็นหัวต่อที่มีลักษณะปิด คือ โครงสร้างภายนอกเป็นพลาสติกใส ฝังขั้วทองแดงภายใน 8 อัน เท่ากับจำนวนสาย( ถ้า เข้าหัวเสีย จะไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ )
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=5c7395b8c16107f9

Port หมายเลข Port
หมายเลข port คืออะไร ?
หมายเลข port คือเลขฐาน 16 บิต ตั้งแต่ 0 ถึง 65535 หมายเลข port แต่ละหมายเลขจะถูกกำหนดโดยเฉพาะจาก OS (Operating Systems)
ทาง Internet Assigned Numbers Authority (IANA) เป็นหน่วยงานกลางในการประสานการเลือกใช้ Port ว่า Port หมายเลขใดควรเหมาะสำหรับ Service ใด
เช่น เลือกใช้ TCP Port หมายเลข 23 กับ Service Telnet และเลือกใช้ UDP Port หมายเลข 69 สำหรับ Service Trivial File transfer Protocol (TFTP)
หมายเลข Port ถูกจัดแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ well known Ports และ Registered Ports
well known Ports คืออะไร ?
Well Known Ports คือจะเป็น Port ที่ระบบส่วนใหญ่ กำหนดให้ใช้โดย Privileged User (ผู้ใช้ที่มีสิทธิพิเศษ) โดย port เหล่านี้ ใช้สำหรับการติดต่อระหว่างเครื่องที่มีระบบเวลาที่ยาวนาน วัตถุประสงค์เพื่อให้ service แก่ผู้ใช้ (ที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคย) แปลกหน้า จึงจำเป็นต้องกำหนด Port ติดต่อสำหรับ Service นั้นๆ
แล้ว Register
http://news.thaihomelist.com/2009/07/16/
สำหรับโปรแกรมประยุกต์(Application) ที่ใช้ TCP (Transmission Control Protocol) หรือ UDP (User Datagram Protocol) จะใช้หมายเลข port

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น